ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ละคร

๒๔ ส.ค. ๒๕๖๘

ละคร

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๑๔. เรื่อง “หัวแตก”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ช่วงนี้ติดภาระมาก การภาวนาขาดช่วง มีผ่อนอาหาร และนั่งหลับตลอดรุ่งวันพระบ้าง ยังพอรักษาความสงบอยู่ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจิตเสื่อมไปหรือไม่ เพราะยังไม่ค่อยทุกข์ใจเท่าไร

๑. หัวผมแตกเลือดไหลลงท่อเป็นทาง พอมองแล้วใจสงบ ผมเอามาพิจารณากายบ้างได้ไหมครับ (กลัวเป็นสัญญา) ปกติผมพิจารณาความคิดเป็นหลัก

๒. ได้รับคำแนะนำว่าค่อยๆ ภาวนาไปเดี๋ยวก็ถึงเอง เลยสงสัยว่า การภาวนายิ่งต้องบีบคั้นถึงเฉียดตายขั้นหรือเปล่าครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ เริ่มต้นอารัมภบท “ช่วงนี้มีภาระมาก การภาวนาช่วงมีผ่อนอาหารบ้าง มีนั่งหลับตลอดรุ่งบ้างในวันพระ แต่ยังพอรักษาความสงบอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าจิตเสื่อมไปหรือไม่”

จิตเสื่อมไป ไม่เสื่อมไป มันอยู่ที่ว่ามันสงบหรือไม่สงบ

ถ้าสงบสุข มันเป็นปกติสุข ทีนี้พอปกติสุขแล้วเรารักษาความสงบของใจของเราเข้ามา ถ้ารักษาหัวใจ ความสงบเข้ามา การภาวนานี้เพิ่มอำนาจวาสนาบารมีของตน เพราะการภาวนาอย่างนี้ การรักษาจิตของเราอย่างนี้ มันถึงมาเข้าถึงคำถามข้อที่ ๑. ไง

คำถามข้อที่ ๑. เพราะอะไร เพราะผมหัวแตก เลือดไหลลงท่อเป็นทาง มองเห็นแล้วใจสงบ ผมเอามาพิจารณากายบ้างได้ไหมครับ

นี่เห็นแล้วใจมันสงบ แต่ถ้ามันเป็นทางโลก ถ้าหัวแตกแล้วเป็นบาดแผลมันเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเป็นคนโทสจริต ก็รีบขวนขวาย รีบมีการกระทำ ถ้าคนที่เป็นความลุ่มหลง ก็คิดว่าเราจะเจ็บป่วยมากน้อยแค่ไหน มันต้องตื่นตกใจเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เพราะอะไร แต่เพราะเราฝึกหัดภาวนาไง เวลาเราเกิดบาดแผล หัวเราแตกมีเลือดไหลขนาดน้ำไหลลงท่อเลย เรายังนึกว่าเป็นปกติ มันเป็นปกติเพราะอะไร เพราะปัจจุบันธรรม

เพราะขณะที่เราเห็นหัวแตกมันเป็นอดีตไปแล้ว ขณะปัจจุบันที่ผลกระทบ ที่สิ่งใดกระทบศีรษะให้หัวแตกนั่นน่ะ นั่นน่ะเป็นปัจจุบัน แต่มันแตกไปแล้วเราก็ไม่ตื่นเต้นไปกับมันไง ถ้ามันตื่นเต้นไปกับมันนะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้ มันเกิดเพราะเหตุอย่างนี้ โอ๋ย! มันเกิดอารมณ์น่ะ

ผลของการที่เราฝึกหัดปฏิบัติ เวลาเกิดสิ่งใดขึ้นมันมีสติ มันมีสติ มันมีความเข้าใจ ถ้ามีสติ มีความเข้าใจ มันเป็นการบ่งบอกว่าเราปฏิบัติแล้วจิตใจเรามันมีเหตุมีผล มันไม่ตื่นไง

เวลาถือมงคลตื่นข่าวๆ สิ่งใดแล้ว พอมันเกิดสิ่งใดขึ้น มันจะเกิดเภทภัยหรือไม่ มันจะเป็นโชคร้ายหรือโชคดี

โชคหัวแตกไง ความคิดมันหยุดไม่ได้หรอก มันไปของมันไง แต่ถ้าเราฝึกหัดของเราไว้ นี่ผล ผลของมันที่เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา พอฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เรามีสติ สิ่งใดเกิดขึ้นเรามีสติสัมปชัญญะ มันเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วจิตใจของเรามันไม่ตื่นกลัวไปกับสิ่งนั้น

ฉะนั้นว่า ถ้าเอาสิ่งนั้นมาพิจารณาได้หรือไม่

ยิ่งกว่าได้ เพราะปัญญาอบรมสมาธิ อะไรเราก็พิจารณาได้ไง ใจนี้เป็นนามธรรม เวลาอารมณ์ความรู้สึกนี้เสวย จิตมันเสวยอารมณ์ มันเสวยสิ่งที่เป็นสัญญา มันถึงเป็นสังขารปรุงแต่ง มันถึงมีเวทนา มันถึงมีวิญญาณรับรู้ ถึงเป็นรูป มันถึงเป็นอารมณ์ นี่เรียกว่าเสวย

คำว่า เสวยๆ” เวลาเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คิดเรื่องอะไร ทำเรื่องอะไร นี่มันก็เป็นความคิดไง

ฉะนั้น สิ่งที่เวลาถ้ามันเกิดอุบัติเหตุ หัวมันแตก ทำไมเราพิจารณาไม่ได้ พิจารณาได้ทั้งนั้นน่ะ

กลัวเป็นสัญญา

สัญญามันจะสอดแทรกตอนเราเผลอ ตอนที่เรากำลังทำคุณงามความดี ตอนที่กำลังเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่มันสมบูรณ์แบบโดยสัมมาสมาธิ แต่มันทำแล้วมันเสื่อมสภาพลง มันเป็นสัญญา เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยล่ะ

ไม่รู้ตัวเลยเพราะอะไร เพราะทำเหมือนกัน ทำในที่เดียวกัน ทำในวันเวลาเหมือนกัน ทำไมเวลามันเป็นสมาธิทำไมมันมีคุณงามความดี มันส่งผลให้เฉลียวฉลาด ส่งผลให้จิตมีคุณภาพ ทำไปๆ ก็ทำเวลาเดียวกัน ทำไมมันเสื่อมโทรมลง ทำไมรสชาติมันจืดชืด ทำไมพิจารณาไปแล้วมันขัดมันแย้ง

เห็นไหม เราจะรู้ได้ต่อเมื่อมันมีสติเท่าทัน มันจะเข้าใจได้ ถ้าเข้าใจไม่ได้นะ ทุกข์เจียนตาย

ก็เหมือนกรณีศีรษะแตกนี่แหละ ถ้ามีสติปัญญา มันเป็นเรื่องปกติ มันไม่ตกใจ

แล้วจะเอามาพิจารณาบ้างได้ไหม

ได้ ทุกอย่างพิจารณาได้ทั้งนั้นน่ะ แต่การพิจารณาของเรา เราพิจารณาของเราเพื่อผลประโยชน์ เราพิจารณาเพื่อเป็นประโยชน์กับเรา แต่ที่ว่าเป็นสัญญา มันเป็นโทษๆ เป็นโทษเพราะมันหลง

คำว่า หลง” มันเหมือนเสียของไง สูญเปล่าไง เป็นเวลาที่เสียไปโดยใช่เหตุไง นี่ถ้าเป็นสัญญา การกระทำนั้นน่ะมันสูญเปล่า สูญเปล่าเพราะอะไร

เพราะมันเป็นแค่นั้นน่ะ มันจืดชืด มันไม่มีสิ่งใดทั้งนั้นน่ะ แล้วเป็นโทษด้วย เป็นโทษเพราะทำไปๆ แล้วมันจะติด มันคิดว่าอาการอย่างนั้นเป็นธรรม แล้วสุดท้ายแล้วมันเป็นดินพอกหางหมูไง

การแก้ แก้อย่างไร

แก้ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ อู้ฮู! ทุกข์ยากมาก

ฉะนั้น ถ้าว่ากลัวเป็นสัญญา

คำว่า กลัวเป็นสัญญา” เราวิตกวิจารณ์จนเกินไป สิ่งใดถ้ามันเป็นประโยชน์ เราฝึกหัดของเราทั้งนั้นน่ะ แล้วถ้ามันเป็นภาพลบ มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี นั่นล่ะสัญญาแล้ว ผิด ผิดเพราะอะไร ผิดเพราะว่าต้นคด เริ่มต้นมันผิดมา

แต่ถ้าเรามีสติปัญญาของเรา เราฝึกหัดไปๆ เพราะว่าการประพฤติปฏิบัติมันยากตอนเริ่มต้นนี่ ตอนเริ่มต้นเราจับแพะชนแกะ แต่ก็ต้องฝึกให้ตรงกับจริตนิสัย ฝึกให้เราเป็นผู้ที่ควบคุมดูแล เวลาถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญานะ เราเป็นผู้บริหารจัดการไง

เรามีโครงการใดโครงการหนึ่ง ถ้าเรามีโอกาสได้บริหารจัดการของเรา เห็นไหม เรามีโอกาส เรามีโครงการหนึ่งนะ แล้วก็ปล่อยให้คนงานมันฉ้อโกงไปหมดเลย เราสร้างเกือบตาย เรากว่าจะฝึกหัดทำสติ ฝึกหัดทำสมาธิ เราสร้างมาเกือบตายให้กิเลสมันลากไปหมดเลย แต่มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ

ฝึกหัด ฝึกหัดจนกว่าเราจะเข้าใจ ฝึกหัด ฝึกหัดจนกว่าเราจะรู้ของเราเป็นประโยชน์กับเรา เราทำเพื่อใจของเรา

ฉะนั้น ถ้าปกติพิจารณา เขาบอกปกติเขาพิจารณาความคิด

นี่ก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ นี่มันเป็นพิจารณานามธรรม แต่ถ้ามันเป็นรูปธรรม เราพิจารณาได้ทั้งนั้นน่ะ อะไรก็พิจารณาได้ มันเป็นเหตุเป็นผล

หลวงตาพระมหาบัวท่านชื่นชมหลวงปู่มั่นมาก เก็บหอมรอมริบ หลวงปู่มั่นเป็นพระอรหันต์นะ คำว่า พระอรหันต์สติวินัย” คือไม่มีอาบัติแล้ว อย่างเช่นหลวงปู่ตื้ออย่างนี้ หลวงปู่ตื้อก็พระอรหันต์ ท่านเป็นพระอรหันต์นะ เพราะอะไร เพราะหลวงปู่มั่นท่านตรวจสอบหมดแล้ว

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่ตื้อท่านมาเยี่ยมหลวงปู่มั่นที่หนองผือ แจกอาหารให้ท่านฉันเลย ท่านฉันก่อนเลย ถ้าเป็นปกติมันฝืนข้อวัตรทั้งนั้นน่ะ

เวลาหลวงปู่มั่นถาม “ตื้อ ตื้อทำไมฉันล่ะ”

“ก็ผมหิว ก็ผมหิว ผมจะฉัน”

ท่านถึงบอกว่า “ใครอย่าเอาอย่างท่านตื้อนะ”

นี่สติวินัยไง ไม่มีเจตนา “ก็ผมหิวน่ะ”

แต่ความจริงไม่ใช่ ความจริงหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านพยายามทำอย่างนี้ ทำอะไรที่ว่ามันผิดพลาด ทำอะไรที่มันไม่ถูกต้อง เพื่อให้หลวงปู่มั่นแสดงธรรม อันนี้เขาเรียกว่าอาราธนาธรรม

ถ้าคนเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยเคารพบูชาครูบาอาจารย์ของเรา ท่านอาราธนาให้หลวงปู่มั่นได้แสดงธรรม ให้พระได้ยินได้ฟัง ได้เป็นประสบการณ์ชีวิต มันไม่มีโทษทั้งสองฝ่าย เพราะพระอรหันต์ทั้งคู่

หลวงปู่ตื้อเป็นพระอรหันต์ ท่านอยากดังอยากใหญ่ อยากจะมาโชว์ออฟนะ กูนี่คนพิเศษ ต่อหน้าหลวงปู่มั่นกูก็ทำได้ ไม่มีหรอก เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านอาราธนาธรรม อาราธนาให้หลวงปู่มั่นเป็นคนชี้แจง เป็นคนชี้บอก

เหมือนสมัยพุทธกาลเลย เวลาพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลโดนฉัพพัคคีย์ สัตตรสวัคคีย์ ภิกษุที่อิจฉาตาร้อนคอยกล่าวตู่ คอยเพ่งโทษ แล้วคอยโจทฟ้องพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเรียกมา ท่านบอกว่า เกล้ากระผมไม่เคยทำความผิด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้ เพราะพระอรหันต์ด้วยกัน แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกใช่ แต่มีคนกล่าวตู่ มีคนกล่าวโทษ ก็ต้องวินิจฉัย ก็วินิจฉัยไปตามแต่ที่เขากล่าวโทษ ไม่มีความผิดหรอก เพราะมันไม่จริงสักเรื่อง

อิจฉาตาร้อนน่ะ เพ่งโทษ โจท แล้วโจทต่อหน้าพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ไต่สวนก็บอกว่า ลำเอียง เวลาเป็นคนที่ชอบก็ว่าถูก เวลาคนที่ภาวนาไม่เป็นก็ว่าผิดอย่างนี้

ท่านไต่สวนนะ ในสมัยพุทธกาลเยอะไป คนมองภายนอก คนมองภายใน มองไม่ออกหรอก มองไม่เป็น แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้

เพราะในพระไตรปิฎกเราอ่านเจอทั้งนั้นน่ะ พระอรหันต์โดนกลั่นแกล้งมาก กลั่นแกล้งเพราะว่าอะไร เพราะมันทำอะไรก็ไม่โดนโจทไง ตัวเองเพ่งโทษเขา โจทเขา สร้างเรื่องเขา จ้างพวกผู้หญิงมาแกล้ง แล้วก็ไปฟ้อง พระพุทธเจ้าก็สอบสวน

สอบสวน เวลาเขาสอบสวนทางคดีอาญา ด้วยหลักฐาน ทีละข้อๆ สรุปแล้วเห็นหมดน่ะ มันไม่มีอะไร เขาไม่ได้ทำ เขาไม่ได้ทำทั้งนั้นน่ะ มึงน่ะสร้างหลักฐาน สร้างเอกสารมาเพื่อจะล่อเขา

นี่ก็เหมือนกัน เวลาหลวงปู่ตื้อไง “ก็ผมหิวน่ะ” จบครับ เจตนาไง “ก็ผมหิวน่ะ ผมก็จะฉัน”

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราปกติเราพิจารณาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยความคิดเป็นนามธรรมๆ สิ่งที่ทำมามันก็เป็นประโยชน์กับเราแล้ว แล้วทีนี้เราก็ทำต่อเนื่องของเราไปเป็นประโยชน์กับเราไง

เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันจะเป็นจริตเป็นนิสัย มันจะเป็นจริตนิสัยของจิตดวงนั้น ถ้าจิตดวงนั้นไปเกิดในภพในชาติใด สิ่งนั้นมันจะตามจิตดวงนั้นไป มันฝังลงที่ใจนั้นน่ะ แล้วถึงเวลาแล้วมันจะเป็นประโยชน์กับจิตดวงนั้น

คนไม่เห็นประโยชน์ของมัน ก็เรื่องของเขา เราเห็นประโยชน์ของเรา เราทำของเรา นี่เพื่อผลประโยชน์กับเรา

“๒. ได้รับการแนะนำว่าค่อยๆ ภาวนาไป เดี๋ยวก็ถึงเอง เลยสงสัยว่า การภาวนานี้ยิ่งต้องบีบคั้นถึงขั้นเฉียดตายหรือเปล่าครับ”

ไม่ใช่ อยู่ที่เหตุการณ์เฉพาะหน้า อยู่ที่เหตุการณ์ไง

อย่างเช่นหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก นั่งตลอดรุ่งๆ ไม่ได้ตั้งใจเลย แต่เวลานั่งไปแล้วมันอีลุ่ยฉุยแฉก มันโฉเก มันไม่เอาไหนไง อย่างนี้ต้องตลอดรุ่ง สู้กับมันเลย

อดอาหารๆ ท่านอดอาหารเพราะว่าท่านฉันแล้วกิเลสมันก็ยังอยากจะฉันอยู่นั่นน่ะ อย่างนี้ต้องอดอาหาร สู้กับมันไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน “มีคำแนะนำว่าเราค่อยๆ ภาวนาไป”

เราภาวนาไป เวลาหลวงตานะ มีพระที่วัดป่าบ้านตาดเขาอดอาหารนะ อดอาหารจนช็อกไปเลย เขาส่งโรงพยาบาลอุดรฯ กลับมาด่าเช็ดเลย

เราจะทำอะไรเราต้องคำนวณกำลังของเราด้วยว่ากำลังของเรามันทนได้แค่ไหน คราวนี้ ๓ วัน คราวหน้า ๗ วัน คราวต่อไป ๙ วัน หรือลดกลับมา ๓ วันก็ได้ เพราะสุขภาพของเราแต่ละครั้งมันไม่สม่ำเสมอเหมือนกัน ถ้ามันแข็งแรง ธาตุขันธ์ทับจิต คิดอะไรก็ไม่ได้ กิเลสมันลากไปหมดเลย อย่างนี้ต้องสู้กับมัน มันไม่มีสูตรสำเร็จไง

แล้วร่างกายของเราอดอาหารๆ อดอาหารต่อเนื่องไปๆ ร่างกายจะเบามาก มันเหมือนคนหายจากป่วย คนหายจากป่วยเขาต้องบำรุง เพราะหายป่วย

เรื่องสิ่งที่ว่าพลังงานในร่างกายโดนใช้ไปหมดเลย เพราะอะไร เพราะว่าร่างกายมันเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาฟื้นมาเขาต้องเสริมอาหาร ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง นี่เวลาผ่อนอาหาร อดอาหาร เป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะเรานี่มืออาชีพ ทำมาหมดแล้ว

ฉะนั้น สิ่งใดที่ทำ เอาเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่ใช่ว่าเขาแนะนำ

เพราะเขาแนะนำ จิตใจของคน ของคนที่มันอ่อนแอเห็นเราทำเข้มข้น เขาก็ว่า โอ้โฮ! มันเกินไป จิตใจของคนที่เขาเคยประพฤติปฏิบัติมาแล้วเข้มข้นของเขา เขามาเจอเราปฏิบัติอย่างนี้ เขาบอกว่ามันก็สมดุลพอดี กับว่า ให้คำนวณว่าจิตใจของเรา ร่างกายของเรา ทนกับการกระทำได้มากน้อยขนาดไหน ไม่ให้มันเป็นโทษไง ไม่ให้มันเจ็บไข้ได้ป่วยไง

แต่เวลาทำเต็มที่ไปแล้ว ไอ้คำว่า เฉียดตายๆ” เฉียดตายนี้มันเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม เวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม เวลาเราตั้งใจหรือเราทำแล้วถ้ามันไม่ได้ผล เราก็เพิ่มน้ำหนักไปเรื่อย เพิ่มน้ำหนักไปเรื่อย เราก็ดูกำลังของเรา เพราะอะไร

เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง ยังไม่อยากตาย ถ้ากิเลสมันยังไม่ตาย ถ้ากิเลสตายแล้ว เมื่อไหร่ก็ได้

แล้วตอนนี้กิเลสเราก็ยังไม่ตาย ถ้ายังไม่ตาย ถ้าเราทำหักพร้าด้วยเข่า ทำโหมไปมันก็ไปเข้าทางกิเลสไง ถ้าเอ็งจริงจัง เอ็งอยากพ้นทุกข์ ก็พลิกแพลงหลอกลวงจนกว่าเอ็งจะสิ้นชีวิตไป ก็ยังอยู่ในอำนาจของข้าไง

ถ้ากิเลสยังไม่ตาย ไม่อยากตาย ถ้ากิเลสมันตายแล้ว เมื่อไหร่ก็ได้

แต่นี่ของเรากิเลสมันเต็มหัวใจใช่ไหม เราก็คำนวณของเราเองสิ ไอ้คำแนะนำของเขามันอยู่ที่เขาไง มันอยู่ที่เขา เขาเข้มแข็ง เขามีประสบการณ์ของเขาหรือไม่ ถ้าเขาเข้มแข็ง เขามีประสบการณ์ของเขา เขาปฏิบัติของเขา เขาบอกว่านี่เด็กๆ อย่างนี้ทำได้เลย เต็มที่เลย

แล้วถ้าทำไปแล้ว ถ้าถึงเวลาแล้วนะ มันมีอะไรมาเป็นกีดขวาง สู้กับมัน ถ้าสู้กับมัน มันเป็นชั้นเป็นตอน นี่เราลิดรอนกิเลสของเราไปเรื่อย การฝึกหัดปฏิบัติ เราก็พยายามจะลิดรอนกิเลสในใจของตนไม่ให้มันเข้มแข็งของเราขึ้นมา

ฉะนั้น ไอ้ว่าเฉียดตายๆ เพราะคำว่า เฉียดตาย” นะ เวลาถึงเข้าด้ายเข้าเข็มมันจะอ้างนี่ อ้างตาย เวลาพิจารณาไปแล้ว ที่หลวงตาท่านพูดไง เวลาถึงที่สุดแล้วนะ กิเลสตาย เรายังไม่ตาย

แต่ของเรา ถ้ามันจะตายๆ โอ๋ย! พรุ่งนี้ไปทำงานไม่ได้ โอ๋ย! เดี๋ยวมันเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปแล้วจะไม่มีใครดูแลเรา เลิกเลย กิเลสมันนั่งยิ้ม

คำว่า เฉียดตายๆ” มันถึงเวล่ำเวลา การประพฤติปฏิบัติมีหนักมีเบา วันนี้จิตสงบก็ดีงาม ปัญญาก็ใช้ได้คล่องแคล่ว จะต้องไปทรมานอะไร ถ้าปฏิบัติแล้วมันได้ผลไง ปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรมนะ เราปฏิบัติไปไง ไม่ใช่ว่าอะไรก็ต้องหนักๆ

มีหนักมีเบา หนักต่อเมื่อกิเลสมันตบหัวเล่น กิเลสมันเหยียบย่ำหัวใจเรา หัวใจของเราแท้ๆ เลยปล่อยให้มันมาย่ำยีได้อย่างไร ถ้ามันจะย่ำยี มันย่ำยีขนาดไหน สู้กับมัน นั่นแหละหนัก

เวลากิเลสมันหลบมันซ่อน กิเลสมันกลัวธรรมะไง กิเลสมันกลัวความเพียรของเรา ไม่ต้องรุนแรงนักก็ได้ ทำที่มัน แต่ถ้าวันไหนมันเสื่อม วันไหนมันไม่เอาไหน ก็ต้องสู้

การประพฤติปฏิบัติมันมีหนักมีเบา หนักต่อเมื่อเราเพลี่ยงพล้ำ กิเลสมันยิ่งใหญ่ เราต้องหนัก วันใดถ้าธรรมของเรา ศีล สมาธิ ปัญญาของเรารุ่งเรือง นั้นต้องรักษาไว้ คำว่า นุ่มนวล” รักษาไว้ให้เป็นสมบัติของเราต่อเนื่องไป

เดินไป สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไปพร้อมกันในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๑๕. เรื่อง “เกล้ากระผมควรดำเนินจิตต่ออย่างไร”

คราวแรกปฏิบัติ มีอดีต มีอนาคต เห็นอดีต เห็นอนาคต แต่ไม่เห็นปัจจุบัน พอปฏิบัติไป อดีตอนาคตสั้นเข้าๆ แคบเข้าๆ ตั้งปั๊บ สลายไปๆ สุดท้ายไม่เหลือให้ได้ทุกข์ จนได้มาเห็นปัจจุบัน จิตมาอยู่ในปัจจุบัน มีโทษ ไม่มีโทษ มีอยู่ที่ตรงนี้ เพราะอดีตอนาคตไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวมาทำร้ายจิตได้อีก จึงมาเห็นโทษในปัจจุบัน ทำไมมันรู้ไม่จบไม่สิ้น ไอ้รู้ตัวนี้จิตไม่เป็นอิสระเสียที

อ๋อ! พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงตาท่านเคยกล่าวไว้ว่า จุดและต่อมผู้รู้อยู่ที่ไหน นั่นคือตัวภพ อ๋อ! สักแต่ว่ารู้มันอยู่ตรงนี้ อ๋อ! มันไม่มีอนาคต แม้แต่ปัจจุบันมันก็จะต้องไม่มี ถ้ามี จิตมันไม่เป็นอิสระสักที มันเป็นสักแต่ว่า มันรู้อยู่

ตอบ : นี่คือคำถามหรือเขียนนิทานมาให้ฟัง มันเป็นนิทานน่ะ มันเป็นนิทาน มันมีอดีต มันมีอนาคต ถ้ารู้เท่าทันแล้วมันก็ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต แล้วเวลาในปัจจุบันๆ ก็ไปเห็นผู้รู้ ผู้รู้เพราะอะไร เพราะมันเป็นจุดและต่อมของหลวงตา ไอ้นั่นมันคือตัวภพ อ๋อ! มันสักแต่ว่า มันอยู่ตรงนั้นน่ะ มันไม่มีอดีตอนาคต...

เล่านิทานหรือ เล่านิทานใช่ไหม นี่มันเป็นเรื่องไร้สาระ

มันจะเป็นจุดเป็นต่อมต่อเมื่อหลวงตาท่านพิจารณาเวทนา ท่านละเวทนาของท่าน นั่งตลอดรุ่ง พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า มันทุกข์มันยากขนาดไหน พิจารณาเวทนาสักแต่ว่าเวทนา จนเวทนาขาดจากจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่เรา ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขึ้นไปรายงานหลวงปู่มั่น

“เออ! มันต้องอย่างนี้สิ”

“มันต้องอย่างนี้” นี่คือเข้าทาง

หลวงตาพระมหาบัวท่านไปถามหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนท่านพูดถึงประสบการณ์อันนี้ให้หลวงตาพระมหาบัวฟัง พอพูดให้หลวงตาพระมหาบัวฟัง “เออ! ถูกต้อง” ท่านถามต่อ ไปอีก ๔๕ นาที ทีนี้ โอ้โฮ! ไหลมาเป็นที่ว่าหลวงตาภาวนาต่อเนื่อง

ครั้งที่แล้วพิจารณาเวทนาจนเวทนาขาดไปจากจิต นิโรธดับหมด ขึ้นไปรายงานหลวงปู่มั่น

“เออ!”

พิจารณาร่างกายเป็นธาตุ ๔ เวลามันแยกออกมา กายกับจิตแยกออกจากกัน กายเป็นกาย จิตเป็นจิต กายกับจิตแยกออกกัน โลกนี้ราบหมด กามราคะปฏิฆะอ่อนลง มันมหัศจรรย์มาก ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น

“โอ้! มันต้องอย่างนั้นสิ”

เวลาอย่างนั้นสิ มันไปภาวนาต่อเนื่อง ภาวนาต่อเนื่องจะเอาแบบนี้อีกไง เพราะมันต้องอย่างนั้นสิ

“มันจะบ้าหรือ มันก็เป็นหนเดียว กิเลสมันก็ตายครั้งเดียวเท่านั้นแหละ”

เท่านั้นน่ะ หนเดียวก็จบแล้วไง ติดตรงนี้ ๕ ปี กว่าหลวงปู่มั่นจะลากออกมา ลากออกมาสู่อริยสัจ ๕ ปี พอไปจับอสุภะได้ จับอสุภะ พิจารณาอสุภะ อสุภะพิจารณาแล้วพิจารณาเล่า ตอนนั้นน่ะหลวงปู่มั่นก็กำลังจะนิพพาน พิจารณาเวลาถึงที่สุด อสุภะ สุภะ ขาดออกไปจากจิต มันก็เป็นความว่าง

ความว่าง สิ่งที่ความว่าง เห็นไหม เวลาหลวงปู่มั่นนิพพานไปแล้ว ท่านบอกเลย เวลาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันจับต้องไม่ได้ มันหาไม่ได้ พอหาไม่ได้ เวลาไปที่ทางไปวิเวก จิตมันเสวยแล้วปล่อย อย่างนี้ไม่ใช่พระอรหันต์หรือ

ไม่ใช่ ไม่ใช่ จนพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาจิตมันสงบ สว่างหมดเลย จิตมหัศจรรย์มาก พิจารณาแล้วมันทะลุปรุโปร่งไปหมดเลย จนธรรมะมาเตือนไง

สิ่งที่รู้ที่เห็นเกิดจากจุดและต่อม

จุดและต่อมอะไรวะ อะไรเป็นจุด อะไรเป็นต่อมวะ

ท่านพูดเอง ถ้าหลวงปู่มั่นยังอยู่นะ ท่านสำเร็จวันนั้นเลย เพราะหลวงปู่มั่นจะชี้กลับทันที แต่เพราะหลวงปู่มั่นไม่อยู่ อีก ๘ เดือนน่ะ

เขาหากันมาอย่างนี้

ไม่ใช่ว่า “มันมีอดีต มันมีปัจจุบัน แล้วมันก็ไม่มีโทษ มันก็ อ๋อ! มันก็เลยเป็นจุดและเป็นต่อม”

นิทานน่ะ

นี่แหละที่หลวงปู่มั่นเวลาเทศนาว่าการท่านไม่พูดถึงขณะ ถึงความเป็นจริง ท่านเทศน์ของท่านไปเป็นธรรม

หลวงตาพระมหาบัวเมื่อก่อนเทศน์เฉพาะพระท่านก็เทศน์อีกอย่างหนึ่ง แต่ทีนี้เวลาเทศน์พระมันก็อัดเทปไว้ เวลาคนนะ เทศน์ประชาชนแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อใหญ่เทศน์ธรรมะโดยทั่วไป แล้วเทศน์เฉพาะบุคคล แล้วบุคคลคนนั้นทำเป็นหรือทำไม่เป็น ทำเป็นอยู่ขั้นตอนใด

ไอ้นี่ไม่มีอะไรเลย “มันเป็นอดีต มันเป็นอนาคต มันเป็นปัจจุบัน มันไม่มีทุกข์ มันก็เลยสักแต่จะรู้ มันก็เลยไปเห็นจุดและต่อม”

มึงบ้าหรือ มึงบ้าหรือยัง ไปโรงพยาบาลศรีธัญญาไป โรงพยาบาลศรีธัญญาจะรับมึงไว้วินิจฉัย จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๑๖. เรื่อง “การถวายบาตรเหล็กบ่มต่อองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์”

เกล้ากระผมมีศรัทธาอยากจะถวายบาตรเหล็กบ่มที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เคารพศรัทธา ถ้าหากเกล้ากระผมอยากให้องค์ท่านอธิษฐานใช้บาตรที่เกล้ากระผมถวาย มีวิธีการกราบเรียนองค์ท่านอย่างไรจึงจะเหมาะสมและให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยครับ

ตอบ : อย่างนี้มันอยู่ที่จริตนิสัยของแต่ละบุคคล ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่เวลาท่านบวชมาเรียนมาแล้ว ปัจจัย ๔ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ โคตรประหยัดเลย แล้วอยู่ดีๆ เราจะให้ท่านเปลี่ยนบาตรๆ

หลวงตาพระมหาบัวตอนที่ท่านมีชื่อเสียงมาก คนไปขอเปลี่ยนบาตร ซื้อบาตร ไปหาวัสดุที่เบา แล้วทำเสร็จแล้วให้พระระบมเสร็จถวายท่าน แล้วขอบาตรของที่ท่านใช้กลับมาไปเคารพบูชามากมาย

มันอยู่ที่จริตอยู่ที่นิสัยของครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านก็รักษาของท่าน เราบวชมา เราได้ฟังมาว่าหลวงปู่ฝั้น เรื่องบาตร ผู้อุปัฏฐากบาตร คนอื่นเช็ด คนอื่นจับ ท่านมองตาเขียวเลยนะ ตาเขียว หมายความว่า เอ็งทำผิดแล้ว เอ็งประมาทเลินเล่อแล้ว

สิ่งเรื่องอย่างนี้ เรื่องบาตรนะ ในสมัยบาตรเหล็ก บาตรเหล็กกะเทาะแล้วมันจะต้องแช่ ต้องไปแช่น้ำซาวข้าวเพื่อจะให้มันร่อนออก ร่อนออกแล้วต้องขัดให้มันเป็นเนื้อเหล็ก แล้วค่อยไปหาไฟมาระบม แล้วระบม ๗ ไฟ

ถ้าคนที่เขามีจริตนิสัย เขาเคารพในธรรมและวินัย เขาทำของเขาด้วยหัวใจของเขา เขาจะรักษาสิ่งนี้ รักษามาก เพราะอะไร นี่คือธรรมและวินัย นี่คือศาสดา

เราเกิดมาเป็นพระ เราบวชพระ เราได้ร่มโพธิ์ร่มไทรในพระพุทธศาสนา สิ่งนี้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรศาสนา เขาเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือข้อกติกาการที่บวชมามีบริขาร ๘ ปัตตังคือบาตร บาตรนี่เขาเคารพ เขารักษาของเขา แต่ถ้าพระที่ไม่เอาไหนเลย พระที่มีแต่ก้าง มันทิ้งๆ ขว้างๆ มันไม่ดูไม่แลของมัน

เราอยู่กับครูบาอาจารย์มาไง บาตรเช็ดแล้วต้องผึ่งแดด ไม่ผึ่งแดดเป็นอาบัติทุกกฏ ถ้าผึ่งแดดนานเกินไปมันมีปฏิกิริยากับเหล็ก ตากนานเกินไปก็เป็นอาบัติทุกกฏ

ไม่ตาก ไม่ผึ่งแดดก็อาบัตินะ ตากนานเกินไปก็เป็นอาบัตินะ แล้วดูแลรักษาอย่างไร

แล้วเราปรารถนาที่อยากจะถวาย

อยากถวายก็เป็นความอยากไง ถ้าความอยากอย่างนี้ พระบวชใหม่เยอะแยะไป แล้วพระที่ดีงาม ถ้าบังเอิญบาตรท่านชำรุด ท่านอยากเปลี่ยนน่ะ เราไม่ต้องถวาย ท่านก็อยากได้ แล้วถ้าเราอยากจะถวายด้วย พอดีบาตรของท่านชำรุดด้วย มันพอดี นี่ไง ธรรมะจัดสรร ถ้ามันเป็นธรรมะจัดสรร เป็นสิ่งที่ดีงาม มันก็ถูกต้องชอบธรรม แต่ถ้าเป็นความอยากของเราคนเดียว เราจะไปบังคับขู่เข็ญท่าน เราก็ไม่เห็นด้วย

แต่เราเห็นหลวงตา หลวงตาโดนเยอะมาก หลวงปู่เจี๊ยะ ของเรามีคนมาขอเปลี่ยนเยอะแยะ เขาทำมาให้เลย ให้ใหม่ มีมาใหม่เราก็ให้พระที่ไม่มี ของเราอย่างดี มันจะเป็นไรไป

มันอยู่ที่นิสัย นิสัยเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ รู้จักประหยัดรู้จักมัธยัสถ์หรือไม่ หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะท่านสั่งสอนอบรมให้พระรู้จักฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ให้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์

ยิ่งจิตใจของผู้ที่ปฏิบัตินะ หนึ่ง มีสัจจะ มีประหยัด มีสติ นี่มันเป็นแรงขับของการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติทั้งนั้นน่ะ

ฉะนั้น คำถามไง อยากจะถวาย

ก็ถวายสิ ถวายไป จะถวายนะ เขาซื้อบาตร หรือว่าเราหาบาตรเราได้ เราก็ถวายของเรา มันเป็นสิทธิของเราไง ชาวพุทธไง

เราอยู่กับหลวงตานี่แหละ โอ้โฮ! ศรัทธามันไหลหลั่งเข้ามา ท่านพูดกับพระนะ นี่วงใน

“อะไรๆ ผมก็ห้ามได้ ผมปะทะไว้ให้ได้เพื่อจะรักษาจากพระที่ภาวนาไม่เป็นให้มันภาวนาเป็นขึ้นมา ภาวนาเป็นแล้วอย่าให้ไปติด ภาวนาเป็นแล้วให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา ฉะนั้น สิ่งใดผมป้องกันให้ทั้งสิ้น เว้นไว้แต่ศรัทธา เช้าขึ้นมานี่ โอ้โฮ! คนมาใส่บาตรมากมายมหาศาล เวลาใส่บาตรมากมายมหาศาล นี่มันสิทธิของเขา นี่เป็นศรัทธาของเขา นี่คือบุญของเขา เราจะปิดกั้นอย่างไร ผมไม่สามารถปิดกั้นได้ ฉะนั้น พระต้องฉลาด”

ย้อนกลับมาที่พระเลย เขาทำบุญๆ ของเขา เราก็ของเรา มีสติปัญญาสิ เวลาของที่มันท่วมท้นมาๆ

เราก็นักปฏิบัติเหมือนกัน เราอยู่กับท่านน่ะ เวลาของมาเยอะๆ ท่านจะเหน็บ คือเทศน์ก่อนจะฉัน ตอนอยู่กับหลวงปู่มั่น ไปบิณฑบาตมาได้น้ำพริกมาถ้วยหนึ่ง แล้วพระมีอยู่ ๕ องค์ ๖ องค์ มันไม่พอ เอากะลามา ที่วัดมีกะลาไว้แล้ว กะลาขัดไว้อย่างดีเลย เหมือนกับถ้วยชามนี่แหละ เอาใส่แล้วเอาน้ำใส่เยอะๆ ตักได้องค์ละช้อน

พูดอย่างนี้คือเตือน ก่อนฉันท่านจะพูด พูดบ่อยมาก แล้วเวลาพูดนี่พูดเพื่ออะไร คำพูดอย่างนี้พูดเพื่ออะไร ไม่ได้เอ่ยถึงใคร ไม่ได้พูดถึงใคร แต่พูดถึงปรากฏการณ์สมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น เวลาของที่มันขาดแคลน ของที่มันไม่มี ได้น้ำพริกมาถ้วยหนึ่ง มาถึงวัด เอากะลา ใส่กะลา เอาน้ำเติม เติมแล้วคนๆ ให้มันเข้ากันแล้วตักคนละช้อน

แล้วเวลาท่านพูด หลวงปู่มั่นน่ะ กินพอยาไส้ กินพอว่าไม่ให้น้ำย่อยมันกัดกระเพาะ กินพอยาไส้ ธรรมะสำคัญกว่า การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติสำคัญกว่า

พระถ้ามันขาดแคลน มันไม่มี มันก็มีความจำเป็น แต่พระที่เขารู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ใช้ตลอดชีวิต บาตรนี้รักษาให้ดี แต่มันต้องรักษา ต้องดูแล แล้วปรับอาบัติทั้งนั้นน่ะ

ผ้า บิณฑบาตกลับมาผึ่ง เพราะอะไร เพราะมันมีกลิ่นไง พอมันมีกลิ่น ต้องผึ่งผ้า ตากผ้า แล้วต้องพับ เลย ๑๐ โมง ๑๑ โมงไปเป็นอาบัติ เพราะแดดมันเลียสี

ของไม่ทำก็เป็นอาบัติ แช่เอาไว้ก็เป็นอาบัติ เป็นอาบัติทั้งนั้นน่ะ ทุกกฏๆ

แล้วเป็นนักภาวนานะ แล้วอาบัติมันท่วมหัว มึงจะภาวนาอะไร

พระปฏิบัติ เวลาอะไรเป็นอาบัติรีบปลงเลยล่ะ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีศีลที่ดีงาม เวลาฝึกหัดไม่เป็นสมาธิก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นสมาธิมันก็สมบูรณ์แบบของมัน ศีลไม่ดีงาม ฝึกหัดเข้มข้นเป็นสมาธิก็เป็นมิจฉา ไม่มีรั้วรอบขอบชิด เวลาจะฝึกหัดจะให้มันเป็นขึ้นมาก็แสนยาก เป็นขึ้นมาแล้วถ้ามันถูกต้องชอบธรรมยิ่งยากกว่า

การแข่งขันกีฬาไง เป็นแชมป์นี่ยากมาก แต่การรักษาแชมป์ยากกว่า การรักษาความดีงามในใจยากกว่าการที่ค้นคว้าขึ้นมาอีก แต่ก็ฝึกหัดของเราขึ้นมาเป็นความจริง

นี่เขาถามว่า การถวายบาตรเหล็กบ่มเพาะต่อครูบาอาจารย์

ก็ถวายไป แต่ถามเรามา เราอยู่ในวงกรรมฐาน สิ่งใดเหมาะสมสมควร มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลาง อัตคัดขาดแคลนก็ไม่ถูกต้อง ฟุ่มเฟือยก็ไม่ใช่ ทางสายกลางคือความสมดุลพอดี ฆราวาสญาติโยมก็ไม่ติพระ พระก็ไม่มักมากสะสมให้มันเป็นโทษ มันเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไม่เป็นความเหยียบย่ำทำลายใครทั้งสิ้น เอวัง